์NAD กับประวัติศาสตร์แอมป์ดูหนังที่ฟังเพลงดีของนักฟัง.

74 จำนวนผู้เข้าชม  | 

แบรนด์ NAD (New Acoustic Dimension) มีประวัติยาวนานในโลกเครื่องเสียงแบบ Home Theater โดยยึดหลักการออกแบบที่เรียกว่า "Music First" นิยามเสียงดนตรีต้องมาก่อนอื่นใดถูกสืบทอดมารุ่นสู่รุ่น และ ที่เห็นบ่อยๆอีกอันคือ  "Full Disclosure Power" เป็นการบอกพิกัดกำลังขับตามจริง ไม่ใช่ตัวเลขการตลาดที่เอาวัตต์พีค มาหลอกให้ดูสเปคสวยหรู แต่พอมาใช้งานจริง

Full Disclosure Power ของ NAD นั้นได้รับการยอมรับจากการวัดกำลังขับจริง วัดจากทุกแชนเนลพร้อมกัน ซึ่งต่างจากค่ายเอเชียอื่นๆ ส่วนใหญ่ในยุคนั้นที่มักจะวัดแค่ 1-2 แชนเนล ทำให้ NAD รุ่นเหล่านี้ถูกมองว่าเป็น "ยักษ์หลับ" ที่มีกำลังสำรองมหาศาล

มาย้อนดูไทม์ไลน์ของ AV Receiver (AVR) ของ NAD ตั้งแต่ยุค Dolby Pro Logic จนมาถึงยุคปัจจุบันว่า เราผ่านอะไรกันมาบ้างในแต่ละยุค รายละเอียดรุ่นอาจไม่ครบทุกรุ่นแบบทางเมืองนอกนะครับ ขออกตัวไว้ก่อน เนื่องจากโคไน้ซ์ฯ เราไม่ได้จัดจำหน่ายทุกทุกรุ่นที่ออกวางตลาดมาทั้งหมด ผมเลยขอพูดรุ่นที่มีมาเข้าจำหน่าย หากตกหล่นรุ่นใดไปขออภัยล่วงหน้ากันก่อนครับ

1. ยุคบุกเบิก: Analog Surround (ช่วงปี 1990 - 1997)
ยุคนี้ระบบเสียงยังเป็น Dolby Pro Logic (Analog Matrix) โดย NAD ยังเน้นการออกแบบให้ภาคขยายที่ดุดันเหมือนแอมป์ฟังเพลง สื่อความบันเทิงในบ้านยังเป็นยุค ม้วนวีดีโอเทป จอทีวีโปรเจคเตอร์แบบเป็นตู้ขยายภาพเอา และ เครื่องเล่นแผ่นเลเซอร์ดิสเริ่มเข้ามามีบทบาท



รุ่นสำคัญ : NAD 910 (Processor), 716, AV-711, AV-716
จุดเด่น: ภาคขยายใช้เทคโนโลยี Discrete Circuitry ให้เสียงหนา มีพละกำลังสูงกว่าแอมป์แบรนด์ทางเอเชียเป็นอย่างมากในยุคนั้น

แต่ตัวปรีโปรเซสเซอร์นั้น ต้องมาใช้กับ เพาเวอร์แอมป์แยกต่างหากเนื่องจากไม่มีภาคขยายในตัว แอมป์ชุดคู่ขวัญตรงรุ่น ก็จะเป็น NAD 912 และ NAD 916
NAD 912 (Stereo Power Amp): มักใช้ขับลำโพง คู่หน้า (Front L/R) ให้กำลังขับประมาณ 30W - 50W แต่ทำงานแบบวงจรกระแสสูงตามสไตล์ NAD
NAD 916 (Multi-Channel Power Amp) เป็นแอมป์ 6 แชนเนลที่ยืดหยุ่นมาก มักใช้ขับ Center แชลแนลและ Surround แชลแนล หรือจะเอามา Bridge เพื่อเพิ่มกำลังขับก็ได้
นอกนั้นยังมีชุดยอดนิยมสำหรับนักเล่นแนว Audiophile จะเป็นรุ่น  NAD 214 หรือ 216
หากต้องการพละกำลังที่มากขึ้นเพื่อให้ดูหนังได้มันสะใจ หรือ ใช้ขับลำโพงคู่หน้าแบบตั้งพื้นตัวใหญ่ยุคนั้น คงไม่พ้นลำโพง AR ที่โคไน้ซ์เป็นตัวแทนจำหน่ายอยู่ด้วย
ตัว NAD 214 / 216 THX: เป็น Power Amp รุ่นยอดนิยมในยุคนั้นที่ให้กำลังขับสูง (80W - 125W+) และได้รับการรับรองมาตรฐาน THX ซึ่งเข้าคู่กับ 910 ได้ดีมากในแง่ของไดนามิกเสียง

ส่วนรุ่นที่เป็นเครื่องแบบ AVR ตัวเครื่องมักมีโรคประจำตัว เรื่องความร้อนค่อนข้างสูง ต้องหาพัดลมมาช่วยระบายอากาศกับสภาพอากาศไทยเรา ตัวหน้าจอแสดงผลค่อนข้างเรียบง่าย, และรุ่นแรกๆ ของ 716 ไม่รองรับอินพุทดิจิตัล ทาง NAD จึงมีรุ่น AV716 ที่รองรับดิจิตัลตามออกมา
และส่วนรางวัลที่ได้รับ ก็จะมักได้รางวัล "Best Buy" จากนิตยสาร Hi-Fi Choice และ What Hi-Fi? ในฐานะแอมป์เซอร์ราวด์ที่ฟังเพลงเพราะที่สุด


2. ยุคเปลี่ยนผ่าน: Digital Discrete (ช่วงปี 1998 - 2002)
การมาของสื่ออย่าง DVD ที่เป็นรูปแบบดิจิตัลเต็มตัว ทำให้ NAD ต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบ Dolby Digital และ DTS แบบเต็มตัว แต่ก็ยังคงเรื่องเสียงการฟังเพลงที่ไม่แพ้แอมป์ 2แชลแนล



รุ่นสำคัญ: T 770, T 750, T 751, T 752
จุดเด่นของ AVR ซีรี่ย์ยุคนี้ เปิดตัวเทคโนโลยี EARS (Enhanced Ambience Retrieval System) ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของ NAD ช่วยจำลองเสียงเพลง 2 แชนเนลให้เป็นรอบทิศทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ ใครยังจำในหนังภาพยนตร์เรื่อง Italian job ที่ มาร์ค วอร์เบิร์ก แกแสดงนำได้บ้าง ตอนช่วงท้ายหลังการปล้นในเรื่อง แต่ละคนก็เอาเงินไปใช้ซื้อของต่างๆ ในฉากนั้นมีคนหนึ่ง ไปซื้อชุดโอมเธียเตอร์ เราจึงเห็นแอมป์ AVR ของ NAD T770 เข้าไปร่วมฉากในหนังด้วย แสดงแสนยานุภาพพลังเสียง เอาเรื่องเลย ถือเป็นเรื่องฮาอยู่ตอนนั้น 


แต่ก็ยังพบจุดอ่อนในบางรุ่น ที่ใช้ซอฟต์แวร์มาเกี่ยวข้องระบบในยุคแรก เช่นตัว T 752 มักมีปัญหาบั๊ก และอาการเสียงตุ๊บออกลำโพงขณะเปลี่ยน Input ในไทยเราก็หยุดจำหน่ายไปในตอนนั้น
ด้านรางวัลที่ได้รับ ตัวโมเดล T 770 ได้รับความสนใจและพูดถึงเป็นอย่างมากในแง่ของ "High-End Sound at Mid-Fi Price" ที่ให้คุณภาพเสียงในระบบเครื่องไฮเอ็นด์ในราคาที่จับต้องได้ ตัวผมเองยังคิดว่าถ้าหาได้ในตลาดจะต้องหาเก็บมาไว้ในคอลเลคชั่นสักเครื่อง แต่ลองไปหาดูครับ ไม่มีหลุดรอดมาในตลาดมือสองเลย


3. ยุคสร้างชื่อ: ตระกูล T-Series ยอดนิยม (ช่วงปี 2003 - 2008)
ยุคที่ NAD ครองใจตลาดด้วยรุ่นเลข 3 หลักที่เป็นตำนาน



รุ่นสำคัญ: T 743, T 753, T 763, T 773 (รหัส v2 ในภายหลัง)

จุดเด่นของเครื่องยุคนี้ ได้ชูจุดเด่นที่ใช้เทคโนโลยี PowerDrive ที่ช่วยให้แอมป์จ่ายกระแสไฟได้มหาศาลตามความต้านทาน หรืออิมพีแดนซ์ของลำโพงที่แกว่งสวิงไปมา เนื้อเสียงในการชมภาพยนตร์มีความสมจริง และมีแรงปะทะ Impact สูง ตัวผมก็เคยแอบมี T763 กับเขาเครื่องหนึ่ง 
ด้านปัญหาที่เจอก็อย่างเช่น พัดลมระบายอากาศในรุ่นใหญ่อย่าง T 773 ค่อนข้างมีเสียงดังแบบทำงาน เนื่องจากต้องระบายเรื่องความร้อนในพื้นที่จำกัดของตัวเครื่อง ใครเคยเห็นภายในเครื่องรุ่นนี้ แน่นเอียดจริงๆ
ด้านรางวัล ตัว NAD T 763 ได้รางวัลจากนิตยสารชั้นนำทั่วโลก และถูกยกย่องว่าเป็นหนึ่งใน AVR ที่คุ้มค่าที่สุดในยุคนั้น


4. ยุคอัปเกรด: กำเนิด MDC (Modular Design Construction) (ช่วงปี 2009 - 2016)
เข้าสู่ยุคภาพแบบ Full HD เต็มตัว เสียง DOLBY DIGITAL-TrueHD , DTS HD-Master NAD ได้หาทางแก้ปัญหาเรื่องเทคโนโลยีตกรุ่นเร็ว (เช่น HDMI เปลี่ยนเวอร์ชั่น) ด้วยการทำช่องเสียบการ์ดด้านหลังเครื่อง เพื่อให้สามารถอัปเกรดบอร์ดเพิ่มภายหลังได้

 


รุ่นสำคัญ: T755 ,T747และรุ่นที่รองรับ MDC T765, T775 ,T785, (Full HD) T777

จุดเด่น: MDC ช่วยให้ผู้ใช้เปลี่ยนเฉพาะโมดูล HDMI หรือบอร์ดเสียงได้โดยไม่ต้องทิ้งเครื่องเดิม รุ่น T 787 ใช้หม้อแปลงเทอร์รอยด์คู่ (Dual Holmgren Transformers) ให้กำลังขับสูงมาก ยังมาพร้อมกับไมค์ Audyssey ที่ นอกจากจะช่วยการวัดตำแหน่งของลำโพงแต่ละแชลแนลอัตโนมัติแล้ว ยังถือเป็นยุคเริ่มต้น ในการวัดสภาพห้องฟัง เพื่อปรับแต่งผ่าน DSP ปรับลดเสียงบางความถี่ที่เป็นปัญหาของห้องนั้นๆได้ ปีนั้นน่าจะเป็นปี 2008 โคไน้ซ์ฯ เราได้ไปเปิดตัวเครื่องโมเดลนี้ ที่ตึก ไฮไฟเซ็นเตอร์ที่ราชดำริ ข้างห้างบิ้กซี ได้รับความสนใจ กับหลายคนที่มาร่วมงานในวันนั้น ที่ว้าวในเสียงที่ได้ยินในวันนั้น

รางวัลที่ได้รับ NAD T 765 What Hi-Fi? 5 Stars แม้ฟีเจอร์จะน้อยกว่าคู่แข่งในระดับราคาเดียวกันในตอนนั้น แต่ได้รับคะแนนเต็ม 5 ดาวในเรื่อง Sound Quality โดยได้รับคำชมว่าให้เสียงที่หนักแน่น นุ่มนวล และมีจังหวะ (Timing) ที่ดีเยี่ยมตามสไตล์ NAD
จุดเด่นร่วมกันที่ทำให้ซีรีส์นี้กวาดรางวัล จากโมดูล MDC Design ถือเป็นนวัตกรรมที่คว้ารางวัลด้านการออกแบบ (Innovation Awards) หลายสถาบัน เพราะเป็นครั้งแรกที่ AVR สามารถถอดเปลี่ยนโมดูลเพื่ออัปเกรดพอร์ต HDMI หรือระบบถอดรหัสเสียงใหม่ๆ ได้

5. ยุคปัจจุบัน : BluOS, Dirac Live และ Dolby Atmos (2017 - ปัจจุบัน)
ยุคที่ NAD นำซอฟต์แวร์ระดับโลกมารวมกับภาคขยาย Class D ประสิทธิภาพสูง
ยุคแรกนั้นจะเป็นรุ่น NAD T758V3 , T777V3 รองรับภาพ 4K เต็มรูปแบบและการมาของโมดูล BluOS kit ทำให้การฟังเพลงไฮเรส MQA เต็มรูปแบบเป็นเจ้าแรกในตลาด รองรับระบบเสียง DOLBY ATMOS , DTS-X 

รุ่นปัจจุบัน: T 758 V3i, T 778 (รวมถึง Masters Series M17)

มีจุดเด่นหลายด้าน ที่ยังคงรายละเอียดการฟังเพลง 2 แชลแนลได้เป็นจุดขายเช่นเดิม ผนวกฟังชั่น
Dirac Live: ระบบเซ็ตอัพเสียงที่แม่นยำที่สุดในลำดับต้นๆของตลาดด้านนี้ ช่วยคุณแก้ไขปัญหาเสียงก้องในห้องได้อย่างขาดลอย ซอฟแวร์ถ้าคุณยอมจ่ายเพิ่มซื้อตัวเต็มของมัน สามารถปรับความถี่ครบทุกย่าน จะพบว่าเป็นอะไรที่อเมซซิ่งจริงๆ  
BluOS: ระบบสตรีมมิ่งเพลงความละเอียดสูง (Hi-Res) ที่ไม่ต้องหาอะไรมาเพิ่มกันภายหลัง เป็นเจ้าแรกที่เปิดตลาดเพลงไฮเรสและมีการอัปเดทตลอดเวลา 10 ปีที่ผ่านมา
Dolby Atmos & DTS:X: ระบบเสียงที่รองรับมิติเสียงด้านสูงเสริมบรรยากาศรายล้อมแบบอิมเมอร์ซีฟซาวน์เต็มรูปแบบในปัจจุบันนี้ ให้คุณเหมือนหลุดไปอยู่ในเหตุการณ์จริงๆ



รางวัลจากหลากหลายสถาบัน ตัว NAD T 778 คว้ารางวัล EISA Award: Best Premium Home Theatre Receiver การันตีความเป็นที่หนึ่งในระดับเดียวกันได้อย่างสมภาคภูมิ

ตลอดเวลาในตลาดโฮมเธียเตอร์ NAD มีรุ่น AVR ออกมาสะสมรวมกว่า 40-50 รุ่น ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ทั้ง สองซีรี่ย์
Classic Series: (รหัส T 7xx) ที่ออกมาเน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพด้านภาพและเสียง
Masters Series: (รหัส Mxx) ที่ออกแบบมาเน้นความเป็นเลิศทางเทคโนโลยีและวัสดุอุปกรณ์ ที่ส่งภาพให้ภาพและเสียงเข้าใก้ลความสมจริงระดับโรงภาพยนตร์ภายในบ้านได้อย่างสมบูรณ์เข้าไปอีก

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้