เจาะลึก NAD M33 V2 และ NAD C 589: เมื่อ QRONO, FOQUS และ DDH กลายเป็นหัวใจของความแม่นยำด้านเวลา

52 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ตอนนี้เราได้เห็นผลิตภัณฑ์ 2 รุ่นของ NAD ได้เปิดตัวฟังก์ชั่นใหม่กันไปแล้ว วันนี้ผมเลยรวบรวมข้อมูลจากสื่อหลายสำนักมาย่อยข่าวให้แฟนๆโคไน้ซ์ ได้ทราบกันถึงแผนงานในอนาคตว่าสินค้า NAD จะเดินไปในทิศทางไหน ซึ่งอาจจะเป็นผลิตภัณฑ์ระดับกลางค่อนสูงขึ้นมา เนื่องจากผมสังเกตจากการเลือกใช้ชิปเซ็ท DAC และ ADC ของเขาในผลิตภัณฑ์ทั้งสอง ซึ่ง
NAD ทั้งสองรุ่นที่น่าสนใจอย่าง M33 V2 BluOS Streaming DAC Amplifier และเครื่องเล่นซีดี C 589 ต่างก็มีจุดร่วมสำคัญเหมือนกัน นั่นคือการนำเทคโนโลยีจากตระกูล MQA Labs มาใช้ในกระบวนการแปลงสัญญาณ บทความฉบับนี้นอกจากจะสรุปฟีเจอร์ของทั้งสองรุ่นแล้ว ยังได้เจาะลึก สามเทคโนโลยีหลักที่เกี่ยวข้อง คือ QRONO, FOQUS และ Dynamic Digital Headroom (DDH) ว่าแต่ละตัวทำงานอย่างไร และเพราะเหตุใดจึงมีความสำคัญ

การมาของ NAD M33 V2: แอมป์สตรีมมิ่งที่คิดใหม่ทั้งระบบ
M33 V2 เปิดตัวอย่างเป็นทางการที่งาน High-End Munich ในปี 2025 ที่ผ่านมา ในฐานะรุ่นต่อยอดของ M33 เดิม โดยจุดขายหลัก คือการยกระดับภาคประมวลผลสัญญาณ การแปลงสัญญาณ และการขยายเสียงไปพร้อมกันทั้งระบบ

เลือกใช้ภาคขยายเสียง Eigentakt รุ่นที่สอง
หัวใจของ M33 V2 คือภาคขยาย Eigentakt™ เจเนอเรชันที่สอง ที่พัฒนาโดยทีมของ Bruno Putzeys แห่ง Purifi Audio ให้กำลังขับ 200 วัตต์ต่อช่องสัญญาณที่ 8 หรือ 4 โอห์ม และหากใช้งานร่วมกับ M23 V2 แบบบริดจ์ จะได้กำลังขับสูงสุดถึง 700 วัตต์ต่อช่อง

ภาค DAC/ADC เลือกใช้บริการจากชิปเซ็ท ESS
M33 V2 อัปเกรดชิป DAC จากรุ่น ES9028 เดิม มาเป็น ESS Sabre ES9039PRO ซึ่งให้ความเพี้ยนที่ต่ำกว่าและช่วงไดนามิกที่กว้างกว่า ควบคู่กับภาค ADC รุ่นใหม่จาก ESS สำหรับแปลงสัญญาณอนาล็อกขาเข้าให้เป็นดิจิทัล เพื่อนำไปประมวลผลด้วย DSP อย่าง Dirac Live

การรองรับทุกรูปแบบห้องฟังด้วย Dirac Live
M33 V2 รวม Dirac Live® Room Correction มาให้พร้อมใช้งาน (แบบ Limited Bandwidth พร้อมไมโครโฟนปรับเทียบเสียงถึง 500Hz) และรองรับการอัปเกรดเป็น Dirac Live Bass Control สำหรับปรับแต่งซับวูฟเฟอร์อย่างละเอียด

ความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อและการอัปเกรด
M33 V2 มาพร้อมแพลตฟอร์ม MDC เหมือนเดิม ที่มีสล็อตอัปเกรดได้ถึงสองช่อง เช่น โมดูล MDC USB DSD สำหรับรองรับ DSD และ USB audio เพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีภาคโฟโนสำหรับหัวเข็ม MM/MC และระบบสตรีมมิ่งผ่าน BluOS ที่รองรับ AirPlay 2, aptX HD Bluetooth และบริการสตรีมมิ่งชั้นนำ


มาดูที่ NAD C 589: เครื่องเล่นซีดีที่ไม่ได้หยุดอยู่กับที่
C 589 ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ฟังที่ยังให้คุณค่ากับการเล่นแผ่นซีดีโดยตรง โดยใช้สถาปัตยกรรมดิจิทัลใหม่ร่วมกับกลไกเชิงกลที่พิถีพิถัน จุดเด่นคือเทคโนโลยี Dynamic Digital Headroom (DDH) และภาค DAC แบบบาลานซ์เต็มรูปแบบจาก ESS พร้อมเอาต์พุตทั้ง RCA, XLR แบบบาลานซ์ และดิจิทัลเอาต์พุตแบบโคแอกเชียล ออปติคัล และ AES/EBU


เจาะลึกเทคโนโลยีที่มา MQA Labs: QRONO, FOQUS และความหมายของ "Time Smear"

ไหนๆก็ไหนๆแล้ว หลายคนปรามาสคิดว่า MQA คือเสือกระดาษ จุดกำเนิด: MQA Labs และแนวคิด "Time Smear"
ในปี 2023 บริษัท Lenbrook International ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ NAD, Bluesound และ PSB ได้เข้าซื้อทรัพย์สินทางปัญญาของ MQA และจัดตั้งหน่วยงานใหม่ชื่อ MQA Labs ขึ้นในปี 2024 โดยมีเป้าหมายเพื่อนำเทคโนโลยีมาปรับปรุงกระบวนการเสียงตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตเพลง ทีมงานได้แตกเทคโนโลยีออกเป็นหลายแบรนด์ย่อย ได้แก่ AIRIA (สำหรับการส่งสัญญาณไร้สาย), FOQUS (สำหรับแปลงอนาล็อกเป็นดิจิทัล) และ QRONO (สำหรับแปลงดิจิทัลเป็นอนาล็อกและการประมวลผลเสียงในเครื่องเล่น)
แนวคิดที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดคือปัญหาที่เรียกว่า "time smear" ซึ่งเป็นความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเมื่อคลื่นเสียงถูกแปลงเป็นข้อมูลดิจิทัลแบบ 1 และ 0 กระบวนการแปลงกลับไปกลับมานี้อาจทำให้จังหวะเวลาของสัญญาณต้นฉบับคลาดเคลื่อนไปเล็กน้อย ซึ่ง MQA Labs อธิบายว่าเปรียบเสมือนการแปลภาษาที่ไม่สมบูรณ์ ทำให้เสียงที่ได้ยินขาดความเป็นธรรมชาติ

QRONO d2a: ฟิลเตอร์และ Noise Shaper ที่ปรับตามสัญญาณ
จากเอกสารประชาสัมพันธ์อย่างเป็นทางการของ MQA Labs ในช่วงปลายปี 2024 Al Wood ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ MQA Labs อธิบายว่า QRONO d2a ใช้เทคนิคการประมวลผลสัญญาณพื้นฐานอย่างพิถีพิถัน โดยรวมฟิลเตอร์และตัวขึ้นรูปสัญญาณรบกวน (noise shaper) ที่ช่วยปรับปรุง impulse response และความโปร่งใสของกระบวนการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อก เพื่อดึงประสิทธิภาพสูงสุดออกมาจากชิป DAC แต่ละตัว จุดที่น่าสนใจคือฟิลเตอร์ของ QRONO ไม่ได้เป็นแบบตายตัวเหมือนฟิลเตอร์ DAC ทั่วไป แต่ถูกปรับให้เหมาะกับย่านความถี่ดนตรีของแต่ละอัตราสุ่มสัญญาณขาเข้า (sample rate) เพื่อรักษาความเป็นดนตรีของต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด

ข้อมูลจาก white paper ของ MQA Labs ที่ถูกอ้างถึงในสื่อต่างประเทศระบุตัวเลขที่น่าสนใจ คือมนุษย์สามารถแยกแยะเหตุการณ์เสียงสองเหตุการณ์ที่ห่างกันเพียงประมาณ 7 ไมโครวินาทีได้ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ MQA Labs ใช้สนับสนุนแนวคิดว่าการแก้ไข time smear ในระดับที่ละเอียดมากยังมีผลต่อการรับรู้ของหู เมื่อประมวลผลไฟล์ความละเอียดสูงระดับ 24-bit/192kHz บริษัทอ้างว่า QRONO d2a สามารถให้ประสิทธิภาพด้านเวลาที่เหนือกว่าระบบอนาล็อกเกรดดีที่สุดได้

FOQUS: การแปลงอนาล็อกเป็นดิจิทัลที่ออกแบบใหม่
ในขณะที่ QRONO ทำงานฝั่ง DAC ของ FOQUS คือเทคโนโลยีฝั่ง ADC (analog-to-digital) ซึ่งสำคัญมากสำหรับอุปกรณ์อย่าง M33 V2 ที่ต้องรับสัญญาณอนาล็อกเข้ามาประมวลผลด้วย DSP อย่าง Dirac Live ก่อนส่งต่อไปยังภาคขยาย ตามข้อมูลจาก MQA Labs, FOQUS ออกแบบกระบวนการ decimation ขึ้นใหม่ทั้งหมด เพื่อคงรายละเอียดของสัญญาณอนาล็อกต้นฉบับไว้ให้มากที่สุด และมีรายงานว่าชิป ADC ที่รองรับ FOQUS อย่าง ESS ES9823MPRO สามารถให้เอาต์พุตที่ 48kHz โดยแทบไม่มี pre-ringing และมี post-ringing น้อยมาก ส่วนที่ 192kHz สามารถลด pre-ringing และ post-ringing ลงจนเกือบเป็นศูนย์ได้ ซึ่งเป็นประเด็นทางเทคนิคที่ฟิลเตอร์ ADC ทั่วไปมักมีปัญหาอยู่
ที่น่าสนใจคือ M33 V2 เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์แรกที่นำทั้ง FOQUS (ฝั่ง ADC) และ QRONO (ฝั่ง DAC) มาใช้ร่วมกันในเครื่องเดียว ซึ่ง คุณ Cas Oostvogel ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ NAD ระบุว่าเป็นความพยายามครั้งแรกของอุตสาหกรรมในการแก้ไขปัญหาความคลาดเคลื่อนด้านเวลาเชิงจิตวิเคราะห์เสียง (psychoacoustic timing) ตลอดทั้งเส้นทางสัญญาณ ไม่ใช่แค่จุดใดจุดหนึ่ง

หมายเหตุ: บางแหล่งข่าว (เช่นบทความของ Audioholics) มีการสลับคำอธิบายว่า FOQUS อยู่ฝั่ง DAC และ QRONO อยู่ฝั่ง ADC ซึ่งขัดกับเอกสารทางการของ MQA Labs และชื่อเทคโนโลยีเอง ("QRONO d2a" ย่อมาจาก digital-to-analog) บทความนี้ยึดตามคำอธิบายที่สอดคล้องกับแหล่งข้อมูลส่วนใหญ่และเอกสารทางการ คือ FOQUS = ADC, QRONO = DAC

เสียงวิจารณ์และมุมมองที่ยังเป็นข้อถกเถียง
ควรกล่าวไว้ตรงนี้ด้วยว่า แม้ MQA Labs และพันธมิตรฮาร์ดแวร์อย่าง NAD จะนำเสนอ QRONO และ FOQUS ในเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง แต่ในวงการออดิโอไฟล์ก็ยังมีเสียงวิจารณ์อยู่ไม่น้อย ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งเรื่องฟอร์แมต MQA ดั้งเดิมในอดีต ที่เคยถูกวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสของเทคโนโลยีและรูปแบบการคิดค่าลิขสิทธิ์ นักวิจารณ์บางรายตั้งข้อสังเกตว่าคำอธิบายเรื่อง "time smear" ยังไม่มีการพิสูจน์ในเชิงการทดสอบแบบเปิดเผยที่ตรวจสอบได้อย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม MQA Labs ยืนยันว่า QRONO, FOQUS และ AIRIA เป็นเทคโนโลยีอิสระจากโคเดก MQA เดิม กล่าวคือไม่จำเป็นต้องใช้ไฟล์ที่เข้ารหัสแบบ MQA และไม่สร้างไฟล์ MQA ออกมาแต่อย่างใด

Dynamic Digital Headroom (DDH): เทคโนโลยีของ NAD เอง
ต่างจาก QRONO และ FOQUS ที่มาจาก MQA Labs, Dynamic Digital Headroom (DDH) เป็นเทคโนโลยีที่ NAD พัฒนาขึ้นเอง และเริ่มปรากฏครั้งแรกในรุ่น M66 ก่อนถูกนำมาใช้ใน C 589
หลักการทำงานของ DDH คือการแก้ปัญหา inter-sample peak clipping ซึ่งเป็นความเพี้ยนที่เกิดขึ้นระหว่างกระบวนการแปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นอนาล็อก โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณมีทรานเชียนต์ความถี่สูงแบบฉับพลัน เช่น เสียงกลองหรือเสียงแตร ปัญหานี้มักเกิดกับแผ่นซีดีหรือไฟล์เพลงที่มาสเตอร์มาในระดับสัญญาณที่สูงใกล้ขีดจำกัดสูงสุดที่บันทึกได้ในระบบดิจิทัล วิธีที่ DDH ใช้แก้ปัญหาคือการลดระดับสัญญาณดิจิทัลลง 3dB แทนที่จะใช้วิธี oversampling แบบเดิม เพื่อเปิดพื้นที่ headroom ให้วงจรฟิลเตอร์อนาล็อกสามารถสร้างสัญญาณกลับมาได้อย่างแม่นยำโดยไม่เกิดการตัดยอดคลื่น (clipping)

ผลลัพธ์ที่ผู้ใช้งานจริงรายงานไว้ในรุ่น M66 คือเสียงเครื่องดนตรีประเภทเพอร์คัสชันมีความสมจริงมากขึ้นอย่างชัดเจน เช่น เสียง rim shot ที่มีความหนักแน่นแต่ไม่แหลมบาดหู และเสียงฉาบที่ฟังดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นโดยไม่มีอาการ "แตกพร่า" ในช่วงเสียงดัง ซึ่งสอดคล้องกับสิ่งที่ NAD ระบุไว้ในเอกสารของ C 589 ว่า DDH ช่วยให้ทรานเชียนต์อย่างเสียงกลอง เสียงแตร และพีคของเสียงร้องมีความชัดเจนและมีพลังมากขึ้น โดยเฉพาะกับแผ่นซีดีที่มาสเตอร์มาในลักษณะที่อาจฟังดูอัดแน่นหรือแข็งกร้าวเกินไปในเครื่องเล่นทั่วไป ผมเคยเขียนไปก่อนหน้าถึง First Impression ถึงเครื่องเล่นซีดี C589 ไปบ้างแล้วลองย้อนไปอ่านกันได้ครับ

แล้วเทคโนโลยีทั้งสามทำงานร่วมกันอย่างไร
เมื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาปะติดปะต่อกัน จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าเทคโนโลยีทั้งสามตัวไม่ได้ทำหน้าที่ซ้ำซ้อนกัน แต่แก้ปัญหาคนละมิติของสัญญาณเสียง:
FOQUS ดูแลความแม่นยำของสัญญาณตอน "ขาเข้า" ในขั้นตอนแปลงอนาล็อกเป็นดิจิทัล (ใช้เฉพาะใน M33 V2 ที่มีภาค ADC สำหรับรับสัญญาณอนาล็อกและประมวลผล DSP)
QRONO d2a ดูแลความแม่นยำของสัญญาณตอน "ขาออก" ในขั้นตอนแปลงดิจิทัลเป็นอนาล็อก (ใช้ทั้งใน M33 V2 และ C 589)
DDH ดูแลปัญหาเฉพาะจุดเรื่องการตัดยอดคลื่นที่เกิดจากทรานเชียนต์ความถี่สูง โดยทำงานร่วมกับภาค DAC ในจังหวะที่สัญญาณมีความเสี่ยงต่อการ clipping (ใช้ใน C 589 และรุ่นอื่นๆ ของ NAD ที่มี DDH)
สำหรับ M33 V2 สัญญาณจะผ่านทั้ง FOQUS (หากเป็นแหล่งอินพุทแบบอนาล็อก) และ QRONO ก่อนเข้าสู่ภาคขยาย Eigentakt ทำให้ทุกจุดของสัญญาณที่มีการแปลงรูปแบบได้รับการดูแลเรื่องเวลาอย่างต่อเนื่อง ส่วน C 589 ซึ่งเป็นอุปกรณ์เฉพาะทางสำหรับเล่นซีดี จะเน้นที่ QRONO และ DDH ในขั้นตอนแปลงสัญญาณเป็นหลัก เนื่องจากไม่มีภาค ADC สำหรับรับสัญญาณอนาล็อกเหมือน M33 V2

สรุปส่งท้ายท้ายสุด
ทั้ง NAD M33 V2 และ NAD C 589 สะท้อนแนวทางการออกแบบที่ NAD ยึดถือในปัจจุบัน คือการมองเสียงดนตรีผ่านมุมของ "เวลา" ไม่ใช่แค่ "ความถี่" หรือ "กำลังขับ" เพียงอย่างเดียวเหมือนในอดีตที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า QRONO, FOQUS และ DDH ไม่ใช่ฟีเจอร์การตลาดที่ซ้ำซ้อนกัน แต่เป็นสามชิ้นส่วนที่ออกแบบมาให้เสริมกันอย่างมีเหตุผลทางวิศวกรรม โดย FOQUS และ QRONO มาจากทีม MQA Labs ซึ่งมุ่งแก้ปัญหา "time smear" ในกระบวนการแปลงสัญญาณทั้งสองทิศทาง ในขณะที่ DDH เป็นเทคโนโลยีของ NAD เองที่โฟกัสเฉพาะปัญหาการตัดยอดคลื่นจากทรานเชียนต์ความถี่สูง
สำหรับผู้ฟัง นักเล่นทั้งหลายที่สนใจ ผมก็ยังแนะนำว่าวิธีที่ดีที่สุดยังคงเป็นการทดลองฟังด้วยตัวเองที่โชว์รูม โดยเฉพาะการเปิด/ปิด ทั้ง DDH QRONOเปรียบเทียบกันจะจะ ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าหลัการทั้งหลายนั้นมันเวิร์คจริงไหม


แหล่งข้อมูลอ้างอิง : มีทั้งเอกสารประชาสัมพันธ์ และบนเว็บไซต์ทางการของ MQA Labs และ NAD Electronics, รวมไปถึงบทวิเคราะห์จากสื่อหลายสำนักทั้ง Darko.Audio, Audioholics, Forbes, Digital Trends, SoundStage Simplifi, Stereophile และ SoundStage Australia (จะเป็นข้อมูล ณ ช่วงปี 2024–2026)

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้